เรียนวิชาชีวิตที่ "ปัญญาประทีป" โรงเรียนที่ไม่ได้สอนแค่..หนังสือ

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4175  ประชาชาติธุรกิจ

เวลานึกถึงห้องเรียน เรามักจะนึกถึงบรรยากาศที่มีครูอยู่หน้าชั้น และทำหน้าที่สอนเรื่องวิชาการอันน่าเหนื่อยหน่าย





















เมื่อนึกถึงโรงเรียน เรามักจะนึกถึงการสอบ แข่งขัน การประเมินผลทางวิชาการแบบเอาเป็นเอาตาย ที่มีคะแนนและเกรดเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ โดยที่แทบจะ นึกไม่ออกว่าสิ่งที่เรียนอยู่เชื่อมโยงและนำไปใช้กับชีวิตอย่างไร

ความสำเร็จจากการศึกษากระแสหลัก ที่เป็นอยู่อย่างดีที่สุด จึงสร้างได้แต่ "คนเก่ง" แต่ไม่สามารถสร้างทั้ง "คนที่เก่งและดี" ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ที่มีสำนึกในหน้าที่ทั้ง ต่อตนเองและครอบครัว สังคม ตลอดจนคุณธรรมที่ดีงาม

ความพร่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางในระบบการศึกษาของไทย จึงกลายมาเป็นโจทย์สำหรับนักการศึกษา ผู้ปกครอง ในการแสวงหา "ทางเลือก" ใหม่ ๆ ทางการศึกษา ซึ่งวันนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่นักสำหรับสังคมไทย แต่ถ้ามองย้อนไปเมื่อ กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในวันเริ่มต้นของโรงเรียนวิถีพุทธแห่งแรก เช่น โรงเรียน ทอสี นั้นเต็มไปด้วยเรื่องยาก

จาก "ทอสี" ถึง "ปัญญาประทีป"

จากค่อย ๆ เรียนรู้สู่การตกผลึกทางความคิด จนปัจจุบันไม่เพียงจะก้าวหน้าทั้งในแง่ของการพัฒนาทางอารมณ์และสังคมให้กับเด็ก แต่จากการประเมินผลมาตรฐานการศึกษาเมื่อปีที่ผ่านมา "ทอสี" ที่ปัจจุบันทำการเรียนการสอนทั้งในระดับอนุบาล และประถมศึกษา ก็ติดอันดับท็อป 3 โดยเฉพาะในด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เมื่อเทียบเคียงกับบรรดาโรงเรียนชั้นนำในเขตพื้นที่เดียวกัน









จากบทเรียนความสำเร็จจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง โรงเรียนปัญญาประทีป โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กบนพื้นที่กว่า 82 ไร่ ที่บ้านหนองน้อย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่เพิ่งเปิดรับนักเรียนรุ่นแรกไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

น่าสนใจก็คือที่นี่ไม่เพียงจะเป็นโรงเรียนทางเลือกในระดับมัธยมศึกษากินนอนแห่งแรก หากในเวลาเดียวกัน โรงเรียนนี้ยังอยู่ภายใต้มูลนิธิปัญญาประทีป ที่มีเป้าหมายในการบริหารโรงเรียนแบบไม่แสวงหากำไร ที่มีพระอาจารย์ชยสาโร เป็นองค์ประธานที่ปรึกษา

ดร.วิทิต รัชชตาตะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนปัญญาประทีป กล่าวว่า "เพราะเราเชื่อว่าโรงเรียนวิถีพุทธคือทางออกในการแก้ปัญหาสังคม ที่ผ่านมาเด็กที่จบจากโรงเรียนวิถีพุทธซึ่งบ่มเพาะมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ส่วนใหญ่ในที่สุดก็เข้าสู่กระแสหลักเพราะไม่มีเส้นทางต่อซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งโรงเรียนวิถีพุทธในระดับมัธยมศึกษา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รับเด็ก จากที่อื่นที่ไม่ใช่มาจากโรงเรียนทอสี เราเปิดกว้าง เพียงแต่สำหรับเด็กที่เรียน ในการศึกษาในระบบปกติมาอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว"









สร้างสมดุล วิชาการ-วิชาชีวิต


เพราะที่นี่แตกต่างไปกว่าการเรียนและใช้ชีวิตในแบบปกติ ทุกกิจกรรมถูกออกแบบเพื่อการเรียนรู้ ฝึกคิดวิเคราะห์ กระทั่งบ่มเพาะคุณธรรมให้เกิดขึ้นในตัว โดยผสานทั้ง "วิชาการ-วิชาชีพ-วิชาชีวิต" เข้าด้วยกัน

"เราไม่ได้ต้องการให้เด็กเรียนหนังสือ แต่ต้องการให้เขาเรียนชีวิต ประเด็นของการเรียนชีวิตก็คือถ้าเรียนหนังสือ คุณก็เรียนเพื่อไปสอบ สอบเพื่อไปเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง แล้วก็ต่อด้วยอะไรไม่รู้ แต่การเรียนของเราเป็นมากกว่านั้นเพราะต้องการทำให้เขาสามารถเรียนเพื่อไปพัฒนาชีวิตได้"
เช่นเดียวกับการจัดการศึกษาที่โรงเรียนทอสี เพียงแต่ที่โรงเรียนปัญญาประทีปแห่งนี้ ทุกอย่างจะเข้มข้นขึ้น !

ส่องหลักสูตร "บ่มเพาะชีวิต"

"ความที่เป็นโรงเรียนกินนอน จะทำให้เด็กมีโอกาสขัดเกลาและพัฒนาตัวเอง อย่างต่อเนื่อง เขาจะได้เรียนรู้ที่จะต้องรับผิดชอบตัวเอง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่งอยู่ตลอดเวลาเหมือนอยู่บ้าน เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ได้อยู่แต่ในห้องเรียนจริง แต่ห้องเรียนนั้นอยู่ทุกที่ ทั้งในธรรมชาติ ถนนหนทาง กระทั่งตัวเราก็เป็นห้องเรียน"

และการจะพัฒนาตัวเองได้ เด็กจะต้องสามารถเรียนรู้ทั้งภายนอกและภายใน ที่โรงเรียนเรียกว่า "2 นอก 2 ใน 2 ระดับ" ที่เรียกรวม ๆ ว่า หลักสูตร "บ่มเพาะชีวิต"

ดร.วิทิตอธิบายเพิ่มเติมว่า "อย่าง 2 ในที่เราหมายถึง ในที่ 1 คือ การพัฒนาจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่การศึกษาในกระแสหลักจะไม่ได้แตะ มีวิชาที่เรียกว่าอารมณ์ศึกษา เด็กจะได้เรียนรู้จักอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครเพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง เป็นการเรียนรู้ที่จะสุขง่ายและทุกข์ให้ยาก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราพยายามจะทำ"

"ส่วนในที่ 2 คือปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ปัญญาที่เราหมายความถึง คือการที่จะต้องคิดเป็น คิดอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ให้เห็นคุณค่าที่แท้ คิดอย่างไรให้ออกมาในทางบวก อย่างถ้าเราโกรธ เกลียดอะไร ให้ลองคิดว่าสิ่งที่เราโกรธ เกลียด มีข้อดีอะไรบ้าง เพื่อที่จะพยายามดึงจิตใจของเราให้กลับมาสู่สมดุลมากขึ้น สงบมากขึ้น นี่คือการคิดเป็น"

และเป็นวิธีคิดของโรงเรียนที่ไม่ได้คิดจะสอนแค่หนังสือ...แต่สอนสิ่งที่ไม่ได้หาได้ ง่าย ๆ จากโรงเรียนที่ไหน !

หน้า 31